SF :: HanCin & KyuMin
posted on 18 Oct 2010 23:35 by adorerShort Fic :: HanCin & KyuMin
สนามบินอินชอน...โซล
รถเข็นสัมภาระ และผู้คนที่เดินไปมาขวักไขว่ จำต้องเบี่ยงหลบให้กับสองร่างที่กอดกันแนบแน่นราวกับต้องจากกันแสนนาน สายตามากมายหลายคู่มองมาเป็นเชิงถาม บ้างก็อิจฉา บ้างก็สงสัย แต่บางส่วนก็ไม่ชอบใจ หรืออีกมากมายกับคำด่าไล่เลิฟซีนไม่ดูเวลาและสถานที่
“ที่รักรีบไปเถอะ เดี๋ยวตกเครื่องนะ” ริมฝีปากบางขยับเอ่ยแนบแผ่นอกกว้างของคนรัก เสียงประกาศเร่งให้ขึ้นเครื่องครั้งสุดท้าย ทำให้ฮีชอลคลายอ้อมกอดออกมาก่อน
ใบหน้าหวานงอ ยู่อย่างออดอ้อน เกาะแขนแกร่งพลางดึงให้ออกเดิน
“ที่รักไม่อยู่ตั้งอาทิตย์นึงแน่ะ ไปแล้วอย่าไปเหล่สาวที่นั่นนะ”
ฮันกยองยกมือขยี้เรือนผมนุ่มของอีกฝ่าย ก่อนจะคีบจมูกโด่งเป็นสันอย่างหมั่นเขี้ยว
“เรานั่นแหละ อย่าให้รู้นะว่าหนีเที่ยว”
“ไม่ไว้ใจกันเลยใช่ไหมเนี่ย” แก้มขาวพองลมอย่างงอนๆ ท่าทางออดอ้อนทำให้คนต้องห่างไปชักอยากจะเกงานขึ้นมาดื้อๆ
ตาคมจ้องนัยน์ตากลมใสตรงหน้าอย่างหวงแหน โครงการแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัยที่เขาเป็นตัวแทนมีกำหนดการดูงานที่ประเทศจีนหนึ่งสัปดาห์ อยากชิ่งใจจะขาด เสียแต่ตำแหน่งของเขามันไม่เปิดโอกาสให้ทำอย่างนั้น
“รักนะ” คนสวยโน้มศีรษะทุยเข้าใกล้ ก่อนจะส่งริมฝีปากบางสัมผัสเรียวปากหยักของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
จุ๊บ!
ฮันกยองจุดยิ้มมุมปากอย่างถูกใจ จะบอกว่าเขารอให้ฮีชอลเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็ไม่ผิดนัก เพราะมือหนาปล่อยเป้ใบเก่งลงข้างตัว พร้อมๆกับรั้งแผ่นหลังบางที่พยายามจะถอยหนีในวินาทีที่ความอ่อนนุ่มแตะสัมผัส
“อ๊ะ!”
สันจมูกโด่งเบี่ยงเล็กน้อยเพื่อหลบเรียวจมูกได้รูปของอีกฝ่าย และแม้จะเป็นที่สาธารณะ แต่คนที่ไม่เคยแคร์อะไร ก็ไม่มีทางสนใจใครอยู่วันยังค่ำ
ฮีชอลหลับตาพริ้มปล่อยใจไปกับความเอาแต่ใจของอีกฝ่าย เมื่อคนหนึ่งไม่ห้าม คนที่กำลังจะต้องห่างไปนานถึงได้พยายามกอบโกยสุดชีวิต ส่งริมฝีปากหยักทั้งบดทั้งคลึงหนักหน่วงจนคนตัวเล็กประท้วงเสียงสั่น พยายามดันไหล่หนาออกห่างเมื่อลิ้นสากรุกเข้ามาลิ้มรสหอมหวาน
“อื้อ...ฮันพอแล้ว”
มีโอกาสได้ห้ามเพียงชั่วอึดใจ ก่อนใบหน้าอีกฝ่ายจะโน้มเข้ามาใหม่อย่างหวังจะสานต่อ
“พอแล้วๆ เกิดค้างขึ้นมา ไม่มีคนช่วยนะเว้ย!” บุคคลที่สามที่ยืนมองอยู่นานชักจะทนไม่ไหว กัดเจ็บๆไปสักทีหวังให้เพื่อนซี้หยุดอีโรติกต่อหน้าได้แล้ว
“หุบปากไปเลย!” ฮันกยองส่งเสียงขุ่นไปให้ สักนิดก็ไม่คิดจะอาย แต่คนสวยที่ไม่ชินกับการแซวหนักๆ แทบสำลักลมหายใจ ขืนตัวเอาไว้สุดแรงเมื่อมือหนาทำท่าจะรั้งเข้าไปฝากรักอีกรอบจนกลายเป็นการยื้อยุดกันเล็กๆ
เยซองส่ายหัวสบถพึมพำ ทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ยาวใกล้ๆพลางเท้าคาง เอ่ยประชด
“ฉันให้เวลาอีกสองนาที” เคาะหน้าปัดนาฬิกา แล้วหันหน้าไปอีกทางอย่างไม่อยากขัด
แต่เพียงแค่บทรักตั้งท่าจะสานต่อให้คุ้มค่าอีกสองนาทีที่เหลือ ก็อดจะประชดอีกไม่ได้
“คนรึแวมไพร์วะแม่ง ดูดกันอยู่นั่น!”
โดนเข้าหลายที คราวนี้ฮีชอลเลยเป็นฝ่ายตัดบท
“ฮันไปเถอะ แค่อาทิตย์เดียวเอง”
คิ้วเข้มเลยขมวดมุ่นอย่างขัดใจ เพราะหวังจะได้ยินคำพูดหวานๆ หรือท่าทางอ้อนๆจากคนรัก แต่แม่ตัวดีของเขากลับไล่กันเสียอย่างนั้น
“นี่จะไม่คิดถึงกันเลยใช่ไหม” เสียงทุ้มตัดพ้อ
เวลาคนตัวโตงอนแล้วมันไม่น่าดูสักเท่าไหร่หรอก แต่ต่อให้น่าชังมากกว่านี้อีกร้อยเท่า...คิมฮีชอลก็ยัง ‘รัก’ น่ะแหละ
“คิดถึงสิ รีบไปจะได้รีบกลับไง...ต้องตั้งใจทำงานด้วยนะ” พูดพลางบีบแก้มหล่อ
ฮันกยองครางรับ “อือ”
“งั้นก็รีบไปได้แล้ว เดี๋ยวตกเครื่อง” คนสวยยิ้มหวาน ออกแรงผลักร่างคนรักไปหาเยซองที่ยืนรอหน้าหงิกอยู่ใกล้ๆ
แต่ร่างสูงยังไม่วายหันกลับมา ส่งสายตาอาลัยสุดชีวิต
“อย่ากลับบ้านดึกนะ...”
“อือ”
“ห้ามไปไหนคนเดียวด้วย”
“จ้า”
“มันจะอาลัยอะไรกันนักวะ ทำยังกับจะลาไปตาย!” เยซองประชดเสียงไม่เบาเท่าไหร่ และต่อให้กระแทกเสียงอย่างจงใจ แต่ไอ้คนเพ้อใกล้ๆมันก็ยังไม่แคร์
“ห้ามหนีเที่ยว”
“รู้แล้ว”
ยังคงสั่งห้ามโน่นห้ามนี่ กินข้าวให้ตรงเวลา อย่าลืมกินยาหลังอาหาร นอนอย่าลืมห่มผ้า ใครมาอย่าเปิดประตูให้ง่ายๆ และสารพัดสารเพอีกมากมายที่เจ้าตัวยังร่ายจนก้าวสุดท้ายก่อนจะหายไปหลังประตูทางเข้า
“เดินทางปลอดภัยนะ...” มือเรียวยกขึ้นโบกลา ปั้นยิ้มหมองๆตอบรับสีหน้าอาวรณ์ของอีกฝ่าย แต่คล้อยหลังได้ไม่เท่าไหร่ คนสวยก็แลบลิ้นเผล่ ยักไหล่ทะเล้น หยิบมือถือออกมากดหาเพื่อนซี้ทันที
“อีทึก...คืนนี้ไปเที่ยวกัน!”
------------------------- HanCin -------------------------
“นี่พี่เค้ากะจะสละโสดรึเปล่า” คยูฮยอนหันมากระซิบถามคิบอม ขณะสายตายังไม่ละไปจากร่างสูงเพรียวที่แดนซ์กระจายอยู่กลางฟลอร์ในผับ
“เหอะ!” เจ้าของมาดนิ่งแค่นเสียงออกจมูก พลางส่ายหัว “เพราะพรุ่งนี้พี่จะฮันกยองกลับมาแล้วน่ะสิ ถึงได้เปรี้ยวทิ้งทวนแบบนี้น่ะ”
หน้าคมผงกรับรู้ ยกแก้วบรั่นดีขึ้นซดดับอารมณ์ฉุนนิดๆ เมื่อกระต่ายน้อยของเขาเกาะติดฮีชอลแจ
ก็สองคนนั้นซี้กันมาแต่ไหนแต่ไร ฮีชอลทำอะไร ซองมินเป็นต้องทำตามตลอด เขาไม่เคยจะขัด ถ้าไม่ใช่ว่าคราวนี้เจ้ากระต่ายน้อยกำลังเลียนแบบ ‘แม่เหล็กตัวแม่’ โยกย้ายส่ายสะโพกยั่วยวนแบบนั้น
ยิ่งเหลือบหางตาไปเห็นเพื่อนสนิทนั่งกระแซะอยู่กับคนรักแล้วก็ยิ่งหมั่นไส้
ทงเฮหัวเราะคิกๆ ซบไหล่คิบอมเคล้าคลอกันไม่ห่าง
“เอาเตกีล่ามาอีกแก้วซิ” เสียงทุ้มสั่งบาร์เทนเดอร์
“เฮ้ย! ไม่แรงไปหรอ” คยูฮยอนท้วง เลิกคิ้วสูงอย่างไม่เข้าใจความคิดเพื่อนเท่าไหร่ เตกีล่าแรงและไม่เหมาะกับคนคออ่อนแบบทงเฮ แต่คิบอมกลับสั่งมา และสนับนสนุนให้คนรักดื่ม
ตาคมหรุบตามองร่างบางที่แทบจะสลบคาอ้อมอมแกร่งแล้วเอ่ยเตือน “พอก่อนดีกว่ามั้ง ทงเฮดื่มไม่ไหวแล้วล่ะ”
บอกอย่างหวังดี เพราะดูจากสภาพตอนนี้แล้วคงไม่แคล้วต้องแบกให้ลำบากกันอีก เสียแต่มือเล็กของคนถูกพาดพิงกลับตีเพี้ยะเข้าที่ไหล่หนา จิ๊ปาก จ้องตาเขียว
“เอ๊ะ! คยูนี่...แรงกว่านี้ฉันก็ไหว” บอกเสร็จก็หันไปหอมแก้มคนตัวสูง รั้งคอหนาลงมาหาราวกับจะเรียกร้อง “เนอะคิบอมเนอะ ยิ่งแรงยิ่งดี...ฉันชอบแรงๆ”
“แรงแค่ไหนเหรอทงเฮ” ร่างสูงกระเซ้าเสียงพร่า
ริมฝีปากหนาของคนหวังดีเม้มแน่น จ้องคู่รักที่กำลังพูดจาสองแง่สามง่ามด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน
แรง...ในความหมายของเขา คือ เหล้ามันแรงเกินไป
แต่ ‘แรง’ ในความหมายของสองคนนั้น?
แทบสะดุดลมหายใจตัวเอง เพราะไม่ต้องตีความให้เสียเวลา เมื่อคำพูดต่อมาของทงเฮชี้ชัดเสียจนคยูฮยอนตัวแข็งทื่อ
“คิบอมจะแรงแค่ไหน ฉันก็รับไหวอยู่แล้ว”
แล้วเรียวลิ้นเล็กก็เผยอ ออกมาเลียริมฝีปากสีชมพูอย่างสื่อนัย คิบอมหัวเราะหึๆอย่างถูกใจ ก่อนจะก้มลงไปควานรสหวานล้ำจากกลีบปากบางที่แสนยั่วยวน
“อื้มม~”
รสสัมผัสเร่าร้อนทวีคูณขึ้นเรื่อยๆให้คนมองลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ลมหายใจชักติดขัดจนต้องคว้าเหล้าขึ้นมาซัดดับอารมณ์ดิบที่กำลังลุกโชน
“ดึกแล้ว ฉันพาทงเฮกลับก่อนดีกว่า” ผละออกจากกันก็หันมาบอกเรียบๆ แต่มีหรือที่คยูฮยอนจะไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายความอย่างไร เมื่อประกายดำลึกในตาคมมันลุกวาบเสียอย่างนั้น
คิบอมกระดกเตกีล่าที่เพิ่งสั่งมารวดเดียวหมด สะบัดหัวพรึ่บๆ แล้วยักคิ้วทิ้งท้าย
“อย่างซองมินน่ะ สักสามแก้ว รับรอง...” คิบอมสูดปากซี้ด ยื่นหน้าคมมากระซิบชิดใบหูเพื่อน
“เสร็จ!”
แนะนำเสร็จก็ตบไหล่เพื่อนหนักๆสองสามทีก่อนจะพากันหายออกไปคยูฮยอนมองตามจนลับตาแล้วก็พ่นลมหายใจออกฟู่ ส่ายหัวให้กับความคิดแผลงๆของเพื่อน ท้าวแขนบนเคาท์เตอร์ทอดอารมณ์เรื่อยเปื่อยไปกับเสียงเพลงที่เปลี่ยนทำนองมาเป็นจังหวะช้าๆ
“คยู...ดื่มหน่อยนะ ซองมินป้อน...”
Mint Martini ถูกส่งมาจรดริมฝีปากหนา คยูฮยอนสบตาหวานที่ตอนนี้ฉ่ำจนเยิ้มของซองมินแล้วก็หัวเราะ “เมาแล้วใช่ไหม”
หัวกลมส่ายดุกดิก แล้วทิ้งน้ำหนักลงบนหน้าตักแกร่ง ขยั้นคะยอ “ดื่มหน่อยน้า...”
แขนอวบข้างหนึ่งเกาะไหล่คนรักอย่างออดอ้อน ยิ้มหวานจนคนมองต้องทำตาม
พอดื่มหมด คนตัวเล็กก็หัวเราะคิกๆ เอียงคอซบบ่าหนา กระซิบรัก “ซองมินรักคยูที่สุดเลย...” ริมฝีปากหนาคลี่ออกบางๆ แต่เพราะมันไม่มีคำรักตอบกลับมาให้ คนที่รอถึงได้ต้องถามย้ำ
“รักซองมินมั้ยคยู”
“ไม่เห็นต้องถามเลย” เบือนหน้าหนี เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายอยากจะได้อะไร
เขาไม่ใช่คนปากหนัก ก็แค่คิดว่า ‘รัก’ ไม่ใช่คำที่จะพูดได้พร่ำเพรื่อ
ตอบกลับมาแบบนี้ คนหล่อก็ถูกค้อนเข้าให้ เพราะต่อให้ตาคมตรงหน้าจะสื่อชัดว่าความรู้สึกที่คยูฮยอนมีให้ซองมินมันจะลึกซึ้งแค่ไหน แต่คนตัวเล็กก็พอใจที่จะได้ยินจากปากมากกว่า
“คยูปากแข็ง ไม่น่ารักเลย” มืออวบขาวหยิกแก้มคนรักอย่างงอนๆ กระเถิบตัวออกห่าง
“ซองมินไม่คุยด้วยแล้ว” อุตส่าห์บอกใบ้ให้ว่าต้องง้อ แล้วเชิดใส่ “เชอะ!” แต่คยูฮยอนเพียงแค่ยิ้มนิ่งๆ ทำไม่รู้ไม่ชี้ คราวนี้คนน่ารักเลยยิ่งฉุน สะบัดหน้าพรืดกลับไปหาฮีชอลและอีทึกที่กลางฟลอร์
“อ๊ะ!”
“อุ้ย! ขอโทษครับ”
คนตัวเล็กผงะเซไปนิดหนึ่งเมื่อชนกับร่างสูงใหญ่ น้ำอำพันในมือชายตรงหน้ากระฉอกรดเสื้อสีขาวคว้านลึกของซองมินจนเปียกไปกว่าครึ่ง มือหนารีบคว้าผ้าเช็ดหน้าขึ้นเช็ดให้อีกฝ่ายพลางขอโทษขอโพยยกใหญ่
“มะ ไม่เป็นไรฮะ เอ่อ...คุณเปียกยิ่งกว่าผมอีก”
มืออวบจับข้อมือหนาของอีกฝ่ายไว้ เอ่ยปฏิเสธอย่างเกรงใจ รู้ดีว่าคนตรงหน้านี้รู้สึกผิด แต่ไอ้การล้วงมือผ่านเสื้อลงไปซับรอยเปียกใต้ร่มผ้านี่ก็...
“ซองมิน!”
“อ่า...คยู” ริมฝีปากเล็กขยับไม่ขึ้น เมื่อแววตาของคยูฮยอนฉายประกายกร้าวจนต้องมุดไปหลบด้านหลัง
“มีปัญหาอะไรรึไง” เสียงทุ้มเอ่ยกระด้าง พลางดึงร่างคนที่หลบด้านหลังออกมายืนด้านข้างแล้วโอบกระชับประกาศความสัมพันธ์
เพียงเท่านั้นก็มากพอที่จะไม่ต้องเอ่ยอะไรอีก เพราะคนมองยอมถอยออกไปง่ายๆ แม้จะเสียดาย แต่ก็รู้ว่าไม่คุ้มเท่าไหร่ หากต้องเป็นเรื่องเป็นราวกันชกต่อยกันขึ้นมา
ริมฝีปากเล็กเป่าลมฟู่ออกอย่างโล่งอก เสียววาบตั้งแต่เห็นคยูฮยอนเดินมาแล้ว
นิ่งๆอย่างนี้ล่ะตัวดีนัก มาถึงไม่มีพูดพล่ามอะไรให้เสียเวลา ส่งหมัดกระแทกหน้าหงายให้นอนหยอดน้ำข้าวต้มไปหลายรายแล้ว
“เลิกใส่สักทีนะเสื้อแบบนี้!”
คนตัวโตตวาดห้วนนิดๆจนซองมินสะดุ้ง มือหนากระชับข้อมืออวบลากปราดๆกลับไปที่หน้าเคาท์เตอร์ แล้วถอดเสื้อแจ็คเก็ตหนังของตนออกมา จับสวมให้แล้วรูดซิบขึ้นจนสุด
หน้าหวานนิ่วนิดๆ หรุบสายตาลงมองซิบที่ถูกรูดขึ้นมาจนติดคาง พลางขยับคออย่างยากลำบากเมื่อปกเสื้อมันรั้งให้คอสวยถูกบล็อคราวกับโดนเข้าเฝือก ตาใสกระพริบปริบๆมองสบอีกฝ่าย
“ง่า คยู...ซองมินหายใจไม่ออก”
“ไม่ต้องรูดลง ใส่มันทั้งอย่างนี้แหละ!” คนรู้ทันเอ็ดไม่เบานัก ซองมินบู้ปากขัดใจ แต่สุดท้ายก็ยอมลดมือที่ตั้งท่าจะรั้งซิบให้ลดลง มาไว้ข้างตัวอย่างเดิม
คยูฮยอนเอนหลังพิงเคาท์เตอร์ ยิ้มนิดๆอย่างพอใจและหายห่วง เมื่อกระต่ายสุดเอ็กซ์ถูกห่อจนมิดด้วยเสื้อแจ็คเก็ตตัวโคร่ง
ร่างเล็กถูกดึงให้นั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ คยูฮยอนหันไปสั่งบรั่นดีกับบาร์เทนเดอร์มานั่งจิบสบายอารมณ์
“คยู ซองมินอึดอัด”
“...” ไม่มีคำตอบรับอะไร นอกจากไหล่หนาที่ไหวขึ้นสูง
“ไม่เอาแล้ว ซองมินจะถอด มันร้อน”
“อย่าถอด”
ถ้าฟังก็ไม่ใช่ซองมินแล้ว เพราะคนตัวเล็กดึงดันจะถอดให้ได้ จนคยูฮยอนต้องคาดโทษ
“ถ้าดื้อแบบนี้ อย่าหวังจะได้มาอีก” บอกนิ่งๆ ทั้งที่สายตาจับจ้องอยู่ที่น้ำอำพันในแก้วใส ไม่ใส่ใจอาการค้อนลมค้อนแล้งของอีกฝ่าย
เจอไม้ตายห้ามเที่ยวก็ทำเอาหงอลงได้ง่ายๆ ซองมินกัดริมฝีปากบางอย่างนึกฉุน ตาเขียวปั้ดอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะฉีกยิ้มสดใสในวินาทีถัดมา
“หึงเหรอ...”
สองคำสั้นๆ ตามด้วยร่างเล็กที่ลงจากเก้าอี้ กระแซะเข้าใกล้ร่างสูงที่ยังคงนิ่ง แขนอวบโอบเอวหนา พลางวางคางแหลมลงบนบ่า หัวเราะคิกๆชิดริมหูอย่างถูกอกถูกใจ
“หึงใช่ไหมล่ะ”
กระเซ้าอีกทีแต่ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาจากร่างสูง ซองมินส่ายหัวดุกดิกอย่างนึกสนุก ดึงรั้งร่างหนาให้หันมาหาตน ฉีกยิ้มทะเล้นใส่
“นั่นแน่...”
คยูฮยอนส่ายหัว เบือนหน้าไปอีกทาง “หึ”
จมูกแหลมยู่ให้กับความปากแข็ง รู้ดีว่าคนปากหนักอย่างคยูฮยอน ต่อให้เอาชะแลงไปง้างก็ไม่มีทางจะหลุดคำรักออกมาง่ายๆ แต่ถ้าจะยอมแพ้ง่ายๆก็ไม่ใช่ซองมินเหมือนกัน เพราะมือเล็กรูดซิบลงช้าๆ ท้าสายตาขุ่นๆของคยูฮยอนที่จ้องเขม็ง
ริมฝีปากหนาขยับอ้าอย่างกะจะดุ แต่ไม่ทันคนตัวเล็กที่ไวกว่า “มันทำไมหรอ? เสื้อซองมินมันทำไมหรอคยู...?”
ชายเสื้อแยกออก แล้วก็ถูกถอดตามไปติดๆ
รอยเปียกจากเหล้าที่หกรดเมื่อครู่ยังปรากฏชัด เสื้อขาวแนบเนื้อเผยให้เห็นยอดอกรำไร ซองมินลูบผิวเนียนตั้งแต่ต้นคอลากลงต่ำมาที่คอเสื้อ แล้วใช้นิ้วชี้เกี่ยวรั้งให้ต่ำลงมาอีก
“ซองมิน!”
คิ้วเข้มขมวดมุ่น ส่งมือหนาบีบรั้งต้นแขนเล็กอย่างเริ่มไม่ชอบใจ
ทำแบบนี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบ แต่มันต้องไม่ใช่ที่นี่!
“เล่นอะไรไม่รู้เรื่องแล้วนะ”
โดนดุแต่ก็ไม่สะทกสะท้าน ยิ้มสวนกลับไปให้อย่างลองดี และแทบจะทันทีที่ถูกกระชากจนเซปะทะอกแกร่ง
สองตาประสาน คู่หนึ่งยั่วยวน ...คู่หนึ่ง แข็งกร้าว
ซองมินแตะมือลงบนหลังมือคยูฮยอน ดึงรั้งลงต่ำก่อนจะลอดผ่านชายเสื้อตัวเองเข้าสัมผัสเนื้อแท้...
ฝ่ามือหนาลากผ่านหน้าท้องแบนเรียบ ขนอ่อนลุกชันเมื่ออารมณ์บางอย่างกำลังถูกปลุกให้ตื่น แต่ปากบางกลับวาดยิ้มอย่างถูกใจ เพราะอีกฝ่ายอยู่นิ่งๆไม่ขัดขืน
ฝ่ามือเย็นเฉียบของคยูฮยอนแตะลงที่หน้าอกด้านซ้ายตามมือเล็กที่ชี้นำ สัมผัสใต้ฝ่ามือคือจังหวะรัวเร็วที่คนตัวโตต้องหัวเราะหึๆ รับรู้ถึงความต้องการของคนตัวเล็กที่ล้นปรี่
“คยู...” เสียงเล็กพร่าไม่ต่างจากเสียงคราง ตาหวานหรี่เล็กมองคนตัวสูงอย่างเย้ายวน
“ยั่วเหรอไง...”
น้ำเสียงคมยังนิ่งสนิท แม้ความต้องการจะถูกจุดให้ลุกโชนตั้งแต่ยามแรกที่สัมผัสผิวเนียนนุ่มแล้ว
“อือ...”
ยอมรับง่ายๆให้คนฟังหัวเราะหึขึ้นอีกที แล้วคราวนี้มือเล็กก็ไม่ต้องชี้นำอีกต่อไป เพราะมือใหญ่บีบเค้นเป็นจังหวะ ลูบไล้ปัดผ่านยอด อกจนแข็งสู้มือ อีกมือที่ว่างอยู่ ก็รั้งเอวเล็กให้ขยับเข้าหาตัว สอดผ่านเนื้อผ้าบางสัมผัสแผ่นหลังขาวนวล ให้คนถูกรุกทั้งหน้าทั้งหลังวาบหวิวหวั่นไหวจนแทบยืนไม่อยู่
“อื้อ~” เปลือกตาบางปิดพริ้ม ก่อนมือเล็กจะยกขึ้นจับมือหนาที่ขยับขึ้นลงปลุกเร้ามากุมไว้หลวมๆ นัยน์ตาหม่นมัวเงยขึ้นสบตาคมอย่างเรียกร้อง
กลีบปากหวานฉ่ำคลี่ยิ้มยั่วยวน บีบมือหนาเป็นเชิงรู้กัน
“ซองมิน...ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ...” น้ำเสียงอ้อยอิ่ง ทิ้งสายตาเชิญชวนจนคนมองอยากจะกระโจนเข้าใส่ซะเดี๋ยวนั้น
คยูฮยอนกดยิ้มร้ายกับคำบอกใบ้ให้ตามไปสานต่อ แต่ร่างสูงกลับรั้งคนตัวเล็กกลับมาในอ้อมแขน หรี่ตาเจ้าเล่ห์ “กลับบ้านเถอะ...”
แล้วยื่นหน้าคมลงไปกระซิบเสียงพร่า
“ฉันไม่ชอบที่แคบ...”
------------------------- KyuMin -------------------------
สัญญาณฝากข้อความดังขึ้นเป็นรอบที่ร้อย เรียกคิ้วหนาให้ขมวดจนแทบจะผูกกันได้ ร่างสูงในชุดคลุมอาบน้ำ เดินวนไปเวียนมาอยู่ในห้องสูทหรู แผงอกกว้างยังมีหยาดน้ำเกาะพราว กลุ่มผมสั้นยังเปียกลู่เพราะเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ใส่ใจที่จะเช็ดให้เรียบร้อย ตาคมเหลือบมองนาฬิกา เข็มสั้นที่กระหวัดไปจนถึงเลขหนึ่ง ยิ่งทำให้ว้าวุ่น พยายามกดโทร.ออกอีกครั้ง
“มัวไปทำอะไรอยู่นะ ทำไมไม่รับโทรศัพท์”
เสียงทุ้มบ่นออกมาอย่างกระวนกระวาย เขาโทร.หาฮีชอลตั้งแต่ตอนสี่ทุ่ม เพราะผิดสังเกตหลังจากทุกวันอีกฝ่ายต้องโทร.มาหาเวลานั้น ยิ่งพอโทร.กลับไปแล้วไม่รับยิ่งร้อนใจไม่เป็นอันทำอะไร ไม่มีกะจิตกะใจจะสังสรรค์อะไรทั้งนั้น งานฉลองเลี้ยงส่งที่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้เขาก็ไม่ได้เข้าร่วม
นี่ถ้ารอบนี้ยังไม่รับคงต้องโทร.หาอีทึกแล้ว
ปากหนาเม้มอย่างชั่งใจ เหลือบมองเวลาก็รู้ว่าดึกเกินกว่าจะโทร.ไปรบกวน แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกลับถึงบ้านปลอดภัย เขาก็ไม่เป็นอันนอนเหมือนกัน
เลื่อนหารายชื่อจนเจอ ทว่าพอจะกดโทร.ออก แม่ตัวดีที่ทำให้วุ่นวายใจก็โทร.กลับมาเสียก่อน ฮันกยองไม่รอช้า กดรับสายก่อนจะกรอกเสียงดุลงไปทันที
“ไปไหนมา ทำไมไม่รับโทรศัพท์!”
“ขอโทษน้า เค้าม่ายได้ยินอ่า” เสียงปลายสายที่กรอกกลับมา ฟังดูก็รู้ว่าเมาหนักขนาดไหน
ฮันกยองส่ายหัวระอา แต่แค่ได้ยินเสียงที่โหยหาก็ใจชื้น ทว่ายังคงรักษาคอนเซปต์ เอ็ดเสียงเข้ม
“หนีเที่ยวอีกแล้วใช่ไหม”
“คิกๆ ช่ายย เมื่อกี้มีคนมาขอเบอร์เค้าด้วยน้า หล๊อหล่อ...”
“พูดอย่างนี้ เดี๋ยวก็โดนดีล่ะ”
“คิกๆ ทำไมตัวเองจะทำรายเค้า อยู่ตั้งไกล”
ฮันกยองหัวเราะหึๆไปตามสาย ปากดีอย่างนี้มันน่าจับมาจูบสั่งสอนเสียให้เข็ด!
“ฮันน...” เสียงหวานเอ่ยแตกพร่า
“อะไร”
“มาถูหลังให้เค้าหน่อยสิ เค้าเอื้อมม่ายถึงอ่าา”
“นี่อาบน้ำอยู่เหรอ”
“อือ” แค่คำตอบรับคำเดียวสั้นๆ แต่คนฟังกลับรู้สึกราวกับลมหายใจมันติดขัดซะดื้อๆ ปากหนาเม้มแน่น ทว่าไม่ทันได้เอ่ยอะไร เสียงที่ลอดมาตามสายก็ทำเอาขนกายลุกชัน
“อ๊าา...ร้อน!”
แม้จะพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น แต่ตาคมสิเบิกกว้างแทบจะค้างไปกับมโนภาพที่นึกไปไกลแล้ว ฮันกยองเอ่ยเสียงต่ำ “ปะ เป็นอะไร”
“ร้อนนน อ๊าาาา อูยยย ซี้ดดด”
เสียงแหลมแตกพร่าให้คนฟังจินตนาการไปถึงไหนต่อไหน “ฮันน น้ำร้อนจี๋เลย เค้าแสบบ...”
คนทางนี้ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเตลิดเปิดเปิงไปนานแล้ว คอหนากลืนน้ำเหนียวหนืดลงคออย่างยากเย็น เนื้อตัวร้อนราวกับจับไข้
“ก็เปิดน้ำเย็นลงไปสิ”
“งืมม~” บอกร่างบาง แล้วรีบสะบัดหัวไล่ความคิดที่จับจด หัวสมองวนเวียนอยู่กับภาพร่างบางเยื้องย่างลงอ่างอาบน้ำ เรียวขาเนียนเต็มไปด้วยฟองสบู่ลื่นมือ แค่คิดก็เผลอครางออกมาหนักๆ มือหนาเผลอลูบต้นขาตัวเองเร้าอารมณ์
“อ๊าาาา อื้มมม อุ่นสบายจังเลย ฮันฉลาดที่สุดดด”
ครางออกมาอีกรอบคราวนี้มือหนาที่ยกโทรศัพท์จ่อใบหูแทบจะร่วงผล็อย หูอื้อตาลายอย่างไรพิกล
“ระ แรง แรงง อีกกก อ๊าาา”
“อย่างงนั้นน อื้มมม ลึกอีกก แรงงอีกก”
“อ๊ะ อ๊ะ! โอววว อึ้กก อ๊าาาาาา”
“ฮันน!!”
“หะ หา วะ ว่าไง!” ฮันกยองสะดุ้งโหยงเมื่อเสียงแหลมเล็กกดจิกมาตามสาย ยกมือตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ สาปส่งตัวเองที่หมกมุ่นขนาดได้ยินเสียงเมื่อครู่เป็นเสียงครางยามรัก
“ฮันเหม่อออารายย เค้าถามมทำมายไม่ตอบบ”
เสียงหวานดุมาตามสาย ฮันกยองกุมขมับอย่างเครียดจัด ความต้องการมันผุดขึ้นมาชัดเจนหนักหน่วง หูตาพร่าลาย หลับตาก็เห็นยามรักกัน เผลอก็เป็นอันได้ยินเสียงครางของอีกฝ่าย
“เอ่อ เมื่อกี้ว่าอะไรนะ”
“เค้าจะบอกว่า...อ๊ะ! อูยยยยย จะ เจ็บบ”
“ปะ เป็นอะไร...” ร่างหนาถามเสียงหวิว
“ซี้ดดดด สะโพกกเค้าา ซี้ดดดด อูยยยยย เจ็บบบสะโพกอ่าฮั...!”
ติ๊ด!
นั่นคือเสียงสุดท้ายที่ฮันกยองจะปล่อยให้หลุดรอดมาถึงเขา มือหนากดตัดสายทิ้งก่อนจะโยนโทรศัพท์ไปบนเตียงกว้าง ลมหายใจหอบถี่รัว เหงื่อผุดเต็มหน้าผากที่ทั้งที่อากาศเย็นจัด ร่างหนาก้มตัวท้าวศอกบนเข่าสองข้าง ยกมือปิดหน้าพยายามระงับสติที่เตลิดไปไกล
ทว่าความอึดอัดที่ขยายขึ้นเรื่อยๆก็ทำเอาร่างสูงถอนหายใจยาว ก้มลงมองหว่างขาที่บัดนี้บางสิ่งบางอย่างดุนดันจนเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน
“ทำไงล่ะทีนี้...”
------------------------- HanCin -------------------------
แสงแดดที่ลอดผ่านผ้าม่านแยงตารบกวนการนอนจนคนขี้เซาต้องเผยอเปลือกตาบางขึ้น ฮีชอลพลิกตัวหงาย หลังจากต้องทรมานนอนคว่ำหน้ามาค่อนคืน เมื่อวานดันเผลอลื่นในห้องน้ำซะได้ เจ็บจนระบมไปหมด
มือยกขึ้นกุมหัวที่ปวดตุบๆหลังจากเมื่อวานซัดเหล้าราวกับน้ำ ประคองร่างโซซัดโซเซไปยังห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้หายมึน ทว่ายังไม่ทันได้น้ำเย็นๆมากระแทกหน้าให้สดชื่น ตาหรี่ปรือก็ต้องเบิกโพลง
“เฮ้ย!”
อุทานลั่น ขยี้ตาอีกเพราะหวังว่าจะตาฝาดแต่ก็ไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างยังอยู่เหมือนเดิมไม่จากไปไหน ที่เตรียมจะจากไปคือชีวิตเขา!
“มาได้ไงเนี่ย!!”
มือบางดึงคอเสื้อแหลมลึกให้ต่ำลงมาอีกเพื่อมองให้ชัดๆ รอยแดงๆหลายรอยกระจายประประอยู่ตามแผ่นอกเนียนและซอกคอ
“ตาย ตาย ตาย ตายแน่ๆ ทำไงดี”
คนสวยหน้าเสีย เม้มปากแน่นจ้องหลักฐานรักที่ไม่รู้ตัวสักนิดว่าได้มาตอนไหนอย่างเครียดจัด วันนี้ฮันกยองก็จะกลับมาแล้ว ถ้าขืนเห็นรอยพวกนี้...
เห็นทีคิมฮีชอลคงได้บอกลาโลกแน่ๆ!
นึกน้อยใจในโชคชะตาและเวลาของเขาที่เหลือน้อยลงทุกที นาฬิกาที่ติดบนฝาผนังก็ยิ่งตอกย้ำเมื่อเข็มสั้นเลยมาจนถึงเลข 12
ฮันจะกลับมาถึงตอนบ่ายโมง...
คนสวยเบะปาก นึกโทษใครไม่ได้ก็โยนความผิดไปให้เพื่อนซี้ “อีทึกนะอีทึก ไอ้เพื่อนบ้าเอ๊ย ทำไมไม่ดูฉันให้ดีๆเนี่ย!”
“ฮันต้องเห็นแน่เลย ทำไงดี ทำไงดี โอ๊ยยย” ร่างบางกุมขมับ นึกอะไรไม่ออกก็คว้าผ้าขนหนูที่ราวเหล็กข้างๆมาพันคอ ทั้งแน่นทั้งอึดอัดจนน่าเกลียด แถมผิดสังเกตอีกเป็นกระบุงโกย แต่คนสวยก็ส่ายหัวอย่างหมดทางเลือก ยังหาผ้าพันคอไม่ได้ก็เอาไอ้นี่แก้ขัดไปก่อนแล้วกัน
ระหว่างที่จัดดูความเรียบร้อยให้แน่ใจว่าไม่มีรอยไหนโผล่มาอวดสายตาท้าทาย ก็ต้องสะดุ้งโหยง
“ที่รัก!”
“ฮะ ฮัน!!!”
“คิดถึงจังเลย” เอ่ยก่อนจะกดริมฝีปากหนาเข้าหาเรียวปากเล็กอย่างเร่าร้อน อารมณ์ที่สุมอัดแน่นตั้งแต่เมื่อคืนถาโถมไหล่บ่าราวกับน้ำป่ารุนแรงเพียงแค่เห็นใบหน้าหวานที่แสนคิดถึง
“อื้อ ฮัน...”
ฮีชอลถลึงตาแทบค้าง เมื่อมือหนาทำท่าจะดึงผ้าเช็ดตัวที่พันรอบคอออกไป คนสวยคว้าหมับเข้าที่มือแกร่ง ดึงรั้งมาก่อนจะกดจูบอย่างอ้อยอิ่ง ทั้งที่ใจจริงสั่นจนแทบยืนไม่อยู่
ฮันกยองหัวเราะร่วน “ยั่วอีกแล้วนะ เมื่อคืนก็ทีนึงแล้ว ทำฉันลำบากแทบแย่”
คราวนี้คนสวยมองอย่างฉงน ร่างหนาหัวเราะหึๆก่อนจะเล่าวีรกรรมเร่าร้อนข้ามประเทศจีน-เกาหลีให้อีกฝ่ายฟัง
พอรู้เท่านั้นแหละ ฮีชอลก็หัวเราะคิก หัวใจดวงเล็กพองโตเมื่อรู้ว่าตนมีอิทธิพลกับคนรักแค่ไหน ก่อนจะย้อนถามเสียงพร่า
“หรอ...แล้วฮันทำยังไงล่ะ”
คนถูกถามหัวเราะเสียงต่ำ ประกายตาคมวาบมองนัยน์ตาที่แสร้งปั้นใสซื่อของอีกฝ่าย ฮันกยองดันร่างฮีชอลให้หันเข้าหากระจกเงาบานใหญ่ในห้องน้ำแล้วตนเองยืนซ้อนจากด้านหลัง สบตากันผ่านกระจกอย่างร้อนแรง
“ทำแบบนี้ไง...” กระซิบแนบใบหูเสียงพร่าทั้งที่สายตายังหรี่จ้องตาหวานผ่านกระจก มือข้างหนึ่งระผ่านเนื้อตัวนุ่มนิ่มลงต่ำ แทรกผ่านกางเกงนอนตัวบาง กอบกุมส่วนอ่อนไหวให้คนเบื้องหน้าสะดุ้งเฮือก
“แล้วก็แบบนี้...” แสยะยิ้มร้ายจนร่างเล็กต้องเสหลบ แล้วขาเรียวก็แทบทรุดไปกองกับพื้นเพราะอีกฝ่ายขยับมือหนามอบความเร่าร้อนหนักหน่วงให้จนแทบขึ้นสวรรค์ทั้งยืน
“อ๊าาาาา” หน้าสวยหงายเริ่ดซบบ่ากว้าง ฮันกยองเป่าลมร้อนรดใบหู ยกมืออีกข้างกระชากผ้าเช็ดตัวที่ขวางทางออกเพื่อดูดคลึงผิวเนียนได้ถนัดถนี่
ริมฝีปากหนาส่งลิ้นร้อนเลียผิวบาง ดูดเม้มจนขึ้นรอย แล้วมองผลงานอย่างพอใจ มือหนึ่งยังให้ความสุขกับร่างบางไม่หยุดหย่อน เสียงครางอย่างสุขสมยิ่งผลักดันให้คนตัวโตไล้ริมฝีปากลากยาวทั้งที่ตอนแรกตั้งใจจะแกล้งเท่านั้น ทว่าตาคมก็ต้องเบิกกว่าง เมื่อริมฝีปากร้ายรุกมาถึงหัวไหล่เนียนของคนรักแล้วพบกับบางสิ่งบางอย่าง
รอยฟันคม และคิสมาร์ค...
ที่ไม่ใช่ของเขา!
เพียงเท่านั้นพายุอารมณ์รุนแรงก็พัดกระแทกหน้าให้ตาคมแข็งกร้าว หยุดทั้งมือที่ปรนเปรอและริมฝีปากที่ซุกไซร้ กระชากร่างบางให้หันหลับมาถามเสียงลั่น
“คิมฮีชอล! นี่มันรอยอะไร!!”
หน้าหวานที่แดงก่ำจากรสรักเมื่อครู่เหงื่อแตกพลั่ก ตัวยังสั่นเทิ้มเพราะแรงอารมณ์ที่ยังค้างคา ยิ่งเจอเสียงตวาดกระด้างและมือหนาที่บีบต้นแขนเล็กอย่างหนักหน่วงก็ยิ่งพูดไม่ออก
“คะ เค้า...”
“พี่ฮีชอลคร้าบบ ข้าวต้มร้อนๆได้แล้ววว”
ใจดวงเล็กที่ภาวนาให้ใครสักคนมาขัดตาทัพปรากฏตัวขึ้นราวกับสั่งได้ แต่สาบานได้ว่ามันไม่ต่างอะไรกับคำสั่งประหารชีวิตเขาเลยสักนิดเดียว เพราะตาคมตรงหน้าลุกโชนจนคนมองอยากจะลาตายไปให้รู้แล้วรู้รอด
“ซะ ซึงรี นะ นาย...”
“มึงเข้ามาได้ไง!” ฮันกยองที่หึงจนหน้ามืดผลักร่างบางไปอีกทาง แล้วถลาไปหาร่างสูงของรุ่นน้องห้องใกล้ๆ กระชากคอเสื้อมาตะคอกถามเสียงลั่น
“คือผม...”
พลั่ก! เพล้ง!!!
หมัดหนักกระแทกสวนโดยไม่รีรอให้ร่างสูงทรุดลงไปกองกับพื้น พร้อมด้วยข้าวต้มชามโตที่หกเรี่ยราด คนใจดีหายไปแล้ว เหลือแต่คนอารมณ์ร้ายที่เลือดขึ้นหน้า ฮันกยองทั้งรักทั้งหวงฮีชอลยิ่งกว่าอะไร ถ้าจะให้ทนยืนฟังคำแก้ตัวของชู้ที่เสนอหน้ามาหาถึงห้องนอนก็ไม่ใช่เขาแล้ว
“เชี่ย! มึงทำอะไรเมียกู!!”
ซึงรีเบิกตากว้างยกมือบังเมื่อร่างสูงวาดเท้าตั้งท่าจะเตะซ้ำ
“เฮ้ย! หยุดนะ!!!”
อีทึกโผล่พรวดเข้ามาได้ทันเวลาพอดิบพอดี ร่างบางถลาเข้ามาขวางฝ่าเท้าหนักหน่วงที่ง้างเตรียมหวดไว้ได้ก่อน แล้วก็ต้องกลืนน้ำลายอึกอย่างโล่งอก เมื่ออีกฝ่ายชะงักเท้าไว้ก่อนที่มันจะเสยคางเขาให้สลบเหมือด
“กะ เกิดอะไรขึ้น ฮันแกต่อยน้องทำไม”
“ก็ไอ้เวรนี่มันเสือกมายุ่งกับเมียฉันก่อนทำไมล่ะ!!”
อีทึกเลิกคิ้วสูง “ยุ่ง? ยุ่งอะไร ฉันวานให้น้องยกข้าวต้มมาให้”
บอกออกไปให้อีกฝ่ายผงะไปนิดหนึ่ง ฮันกยองถอนหายใจหนักหน่วง หน้าคมยังแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์
“ใครจะไปรู้ จู่ๆก็เดินเข้ามา มือไม่มีหรือไง เคาะประตูไม่เป็นเรอะ!”
ทั้งที่ตัวเองผิดเต็มๆ แต่ก็ยังพลิกลิ้นให้เป็นฝ่ายถูกเสียได้ ซึงรีเม้มริมฝีปากที่บวมช้ำเพราะหมัดที่หนักเกินคนของรุ่นพี่คนนี้ อยากจะเถียงแต่ก็รู้ดีว่าทำอย่างนั้นมันก็เท่ากับรนหาที่ สุดท้ายจึงทำได้แค่ก้มหน้ารับกรรมไปเงียบๆ
“นายมาก็ดีแล้ว ตอบฉันสิ ว่าไอ้รอยบ้าๆพวกนี้มันมาจากไหน ใครทำ!”
จบคดีจำเลยที่หนึ่ง ก็หันมาหาจำเลยที่สองที่ยื่นหน้าซีดอยู่ใกล้ มือหนาถกเสื้อลงให้เห็นกันชัดๆ ถามอีทึกอย่างคาดคั้น
“อ่า...ฉันไม่รู้” อีทึกส่ายหัวตีหน้าเหรอหรา
“พี่เค้าโดนยุงกัดรึเปล่าฮะ!” ส่วนซึงรีที่อยากมีส่วนร่วมก็โพล่งออกมาให้โดนด่าซ้ำ
“เสือก!”
โดนไปรอบนี้หงอจนแทบจะคลานออกไปจากตรงนั้น อีทึกตบไหล่ซึงรีเป็นเชิงปลอบ แล้วสบตากับเพื่อนซี้ที่หน้าถอดสีอย่างให้กำลังใจ ก็เขานี่แหละที่ไปช่วยฮีชอลไว้ ถามว่ารู้ไหมว่าใครทำก็ต้องบอกว่ารู้...แล้วรู้ด้วยว่าถ้าบอกความจริงไป เพื่อนรักคงได้กลายเป็นศพในไม่ช้า
ร่างบางที่เมาเละจนสลบหน้าห้องน้ำและโดนคู่อริคนสำคัญของฮันกยองลวนลามลูบไล้ฝากรอยรักกลับมาให้ดูต่างหน้า
ถ้าเขาไปไม่ทันคงได้งามหน้ายิ่งกว่านั้น…
“ไม่รู้?”
ดูเหมือนว่าร่างหนาก็ไม่เชื่อคำปดของอีกฝ่ายสักเท่าไหร่ แต่อีทึกก็คืออีทึก อะไรที่ช่วยเพื่อนได้ก็ไม่มีทางปริปากบอกออกมา แม้ว่าจะต้องซวยกันถ้วนหน้าเหมือนอย่างตอนนี้ก็เถอะ
สุดท้ายก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย เพราะจะให้ไปโมโหอาละวาดใส่คนนอกก็ไม่ใช่เรื่อง
“หมดธุระนายแล้ว” กระแทกฝีเท้าหนักไปยังประตู เปิดออกแล้วบอกส่วนเกินสองคน “เชิญ!”
ซึงรีแทบจะถลาออกไปทันที ส่วนอีทึกก็หันมาขยิบตาให้กำลังใจฮีชอลที่ยืนใบ้อยู่ใกล้ๆ
พอพยานปากเอกสองคนจากไป โจทก์อารมณ์ร้อนก็หันมาหาจำเลยรัก กระชากแขนเรียวให้ตามมา ก่อนจะโยนลงบนเตียงกว้าง
ฮีชอลเด้งตัวพรวดขึ้นมา กระถดกายจนแผ่นหลังชิดพนักเตียง “ฮะ ฮัน”
ฮันกยองนั่งลงที่ปลายเตียง ออกแรงดึงข้อเท้าเล็กพรวดเดียวให้นอนราบก่อนที่ตัวเองจะคร่อมทับ
“ขอโทษ อย่าโกรธนะ เค้าไม่รู้จริงๆว่าใครทำ เค้าเมามากไปหน่อย ไม่ได้ตั้งใจนะ ไม่ได้มีใครทั้งนั้น”
หน้าเรียวส่ายไปมา จ้องใบหน้าคมเหนือร่างอย่างหวาดๆ
“แน่ใจนะว่าไม่ได้โดนใครทำอะไร” เสียงห้าวทุ้มอ่อนลงเยอะ เพียงแค่เห็นแววสั่นระริกในตาคนรัก
“แน่ใจสิ เค้าไม่ได้เมาขนาดนั้นนะ”
แม้เจ้าตัวจะยืนยันให้มั่นใจ ทว่าร่างสูงกลับส่ายหน้าไม่เชื่อ บอกเรียบๆ “ฉันไม่เชื่อจนกว่าจะได้พิสูจน์”
ความหมายมีนัยยะอย่างที่คนตัวเล็กต้องยอมทำตามอย่างไม่มีสิทธิ์เถียงใดๆ มือหนาเลิกเสื้อตัวบางผ่านทางศีรษะทุยเล็ก ก้มลงไปสูดดมความหอมที่ซอกคอ แต่พอเห็นอะไรชัดๆถนัดตาก็หน้าแทบกระตุก
รอยแรกยังพอว่า ทว่าพอลากริมฝีปากต่ำลงมา ก็เจอรอยที่สอง คราวนี้ตาคมตวัดขึ้นสบร่างบางที่กลืนน้ำลายอึกอย่างหวาดๆ
พยายามจะไม่ใส่ใจ แต่พอไล้ริมฝีปากไปตามแนวไหปลาร้าก็เจอรอยที่สาม
“หึ!” แค่นเสียงลอดคอหนาอย่างไม่สบอารมณ์ ตอนนี้ใจหนุ่มคุกกรุ่นไปด้วยแรงอารมณ์และแรงพิศวาส แม้ผิวกายเนียนจะกระตุ้นความต้องการ แต่ก็ทั้งโกรธทั้งโมโหที่คนรักปล่อยตัวจนได้เรื่อง
“3 รอยแล้วนะ” บอกอย่างคาดโทษ ทว่าเมื่อก้มลงไปหายอดอกสีหวานก็ราวกับค้อนทุบปั้กเข้ากลางหัว
รอยฟันขบกัดจนขึ้นเป็นปื้น!
“คิม! ฮี! ชอล!”
ลมหายใจถูกพ่นออกจมูกโด่งเป็นสันอย่างหนักหน่วง ฮีชอลสะดุ้งจนสะท้าน ละล่ำละลักบอกเสียงสั่น
“คะ เค้าขอโทษ ฮัน...ยะ อย่าโกรธเลยนะ เค้าไม่ได้ตั้งใจ ต่อไปนี้จะไม่หนีเที่ยวอีกแล้ว”
ยังไงวันนี่ก็รู้ดีว่าไม่มีทางรอด แต่ถ้าอีกฝ่ายใจเย็นลงกว่านี้ เขาอาจจะไม่ต้องเจ็บตัวมากนัก...ฮีชอลยกมือบางลูบไหล่หนาขึ้นลงช้าๆ พยายามสะกดอารมณ์พลุ่งพล่านของอีกฝ่ายให้เย็นลง
ได้ผล...ลมหายใจถี่รัวของฮันกยองผ่อนจังหวะช้าลงบ้างแล้ว หน้าคมหลับตานิ่งอย่างพยายามสงบอารมณ์โกรธ สมองวางแผนทำโทษแม่ตัวดีเอาไว้เสร็จสรรพ จะมากจะน้อยแค่ไหนก็ต้องดูกันไป
“สี่รอย...” เปรยเรียบๆราวกับคาดโทษ
ฮีชอลฉีกยิ้มแหยๆ จำนวนรอยที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมา มันไม่ต่างกับจำนวนบทลงโทษที่แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว ปากเล็กบางเบะออกนิดๆ ประท้วงเสียงเบา
“ฮัน...เมื่อวานเค้าลื่นล้มในห้องน้ำ เจ็บจนระบมไปหมดเลย”
เอ่ยอ้อนๆอย่างหวังจะอุทธรณ์โทษได้ ร่างสูงพยักหน้ารับรู้ ก็ไอ้เสียงนี่น่ะแหละที่ทำเอาเขาเหนื่อยแทบขาดใจเมื่อวาน ใจหนุ่มอ่อนลงนิดหนึ่ง ถามเสียงเบา
“เจ็บมากไหม”
คนตัวโตเป็นห่วงจริงๆน่ะแหละ เพราะแววตาอ่อนโยนจนเกือบเหมือนเดิมแล้ว ฮีชอลยิ้มร่า รู้ดีว่าถ้าฮันกยองถามแบบนี้แสดงว่าร่างสูงใจอ่อนแล้ว คนตัวเล็กเอียงคอเรียวมองสบใบหน้าคมเบื้องบน เอ่ยออกไปอย่างออดอ้อนเอาใจ
“ไม่เจ็บแล้วล่ะ แค่เห็นหน้าฮันก็หายแล้ว” เป็นคำพูดติดปากที่มักใช้อ้อนเอาใจเวลาอีกฝ่ายโกรธ ลืมไปสนิทว่าเมื่อครู่เพิ่งจะประท้วงขอลดโทษโดยอ้างแผลนี้ไปหมาดๆ
แล้วผลที่ได้ก็คือ...
“ก็ดี งั้นฉันจะได้เต็มที่!”
------------------------- HanCin -------------------------
ดีไม่ดียังไง ก็ช่วยกันกลับไปเม้นหน่อยนะ ;D
http://writer.dek-d.com/kopter/writer/viewlongc.php?id=627388&chapter=21